ย้อนกลับไปเมื่อ 17 ปีก่อน ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน เด็กชายเจมส์จำต้องละทิ้งความสนุกทางโลกเพื่อก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ณ วัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อแก้บนให้แม่หลังจากรอดตายจากไข้เลือดออก การบวชเณรครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับมิตรสหายวัยเดียวกันสองคน คือ “เณรชิน” ผู้เงียบขรึมขี้กลัว และ “ไอ้มะพร้าว” หรือ “พราว” เด็กวัดจอมแสบผู้เป็นหัวโจกประจำกลุ่ม ความซุกซนของพราวนั้นเลื่องลือไปทั่ววัด ไม่ว่าจะเป็นการแกล้งหมา แกล้งแมว หรือแม้แต่แกล้งเณรด้วยกันเอง แต่เจมส์ก็ไม่คิดเลยว่า ความคึกคะนองของเพื่อนคนนี้จะนำพาพวกเขาไปสัมผัสกับประสบการณ์เฉียดตายที่จำฝังใจไปชั่วชีวิต

เรื่องราวเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อมีศพชาวบ้านถูกนำมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัด ด้วยความที่พระเณรมีน้อย เจมส์และแก๊งเพื่อนจึงถูกเกณฑ์ไปเป็นลูกมือสัปเหร่อ ช่วยจับมัดตราสังข์และเตรียมพิธีเผา ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงหน้าเมรุ พราวกลับดูสนุกสนานและคอยพูดจาท้าทายสิ่งลี้ลับอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงวันเผาจริง เปลวเพลิงโชติช่วงกำลังทำหน้าที่ส่งร่างไร้วิญญาณกลับสู่ธาตุเดิม ควันโขมงลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ พราวก็เริ่มแผนการพิเรนทร์ด้วยการชวนเพื่อนๆ ไป “ดูผี”
ด้วยความอยากรูอยากเห็นตามประสาเด็ก ทั้งสามคนแอบย่องไปยังด้านหลังเมรุในยามวิกาล จุดที่ตรงกับเตาเผาศพพอดิบพอดี ด้านบนนั้นร่างของผู้ตายกำลังถูกไฟผลาญจนน้ำเหลืองและไขมันไหลเยิ้มหยดลงมาตามร่องสังกะสีดัง ติ๋ง… ติ๋ง… พราวพยายามโชว์ภูมิด้วยการบอกให้เพื่อนมองลอดใต้หว่างขาเพื่อจะเห็นผี แต่เมื่อทำแล้วไม่เห็นผล เด็กแสบจึงงัดไม้ตายออกมา
“เขาว่ากันว่า ถ้าอยากเห็นผี ต้องใช้น้ำตาหมาดำ… แต่ไม่มี งั้นใช้น้ำมันจากศพนี่แหละ!”
สิ้นเสียง พราวก็ยื่นมือไปรองรับน้ำเหลืองปนไขมันที่หยดลงมาจากเตาเผา กลิ่นเหม็นไหม้ชวนคลื่นเหียนลอยคละคลุ้ง แต่พราวกลับไม่สะทกสะท้าน มันหัวเราะร่าแล้วไล่ป้ายของเหลวอาถรรพ์นั้นใส่หน้าเพื่อนๆ เจมส์ไหวตัวทันจึงหลบได้หวุดหวิด แต่เณรชินผู้โชคร้ายโดนป้ายเข้าเต็มหน้าผาก รวมถึงตัวพราวเองที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบมรณะ พวกเขาวิ่งไล่กันอย่างสนุกสนานโดยหารู้ไม่ว่า การนำของต่ำจากคนตายมาเล่นพิเรนทร์เช่นนี้ คือการเชิญชวน “เจ้าของร่าง” ให้ตามกลับไปถึงที่นอน
คืนนั้น บรรยากาศในวัดเงียบสงัดผิดปกติ หลังจากแยกย้ายกันเข้ากุฏิไม้เก่าแก่โดยที่ไม่มีใครกล้าอาบน้ำล้างตัว เจมส์นอนคลุมโปงด้วยความระแวง เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยดังระงมกลับเงียบกริบ ราวกับทุกสรรพชีวิตกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง แล้วความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงหมาหอน… มันไม่ใช่การหอนธรรมดา แต่เป็นการหอนรับกันเป็นทอดๆ จากหน้าวัด ไล่ระดับความดังเข้ามาเรื่อยๆ จนมาหยุดนิ่งที่หน้าบันไดกุฏิของพวกเขา
เอี๊ยด… อ๊าด…
เสียงไม้กระดานลั่นดังขึ้นทีละขั้น เหมือนมีใครบางคนกำลังเดินขึ้นบันไดมาอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น เจมส์นอนตัวแข็งทื่อ ภาวนาบทสวดมนต์ทุกบทที่นึกออก เสียงฝีเท้านั้นเดินมาหยุดที่หน้าห้องของเขา ลมหายใจของเจมส์แทบหยุดเต้น แต่แล้วเสียงนั้นก็เคลื่อนผ่านไป… มุ่งหน้าไปยังห้องของเณรชินและไอ้พราวที่อยู่ถัดไป
ที่ห้องข้างๆ เณรชินและพราวนั่งตัวสั่นงันงก กอดกันกลมด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เสียงฝีเท้าลาก ครืด… ครืด… มาหยุดที่หน้าประตูห้องของพวกเขา ด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด ทั้งคู่ตัดสินใจมุดหนีลงไปใต้เตียง หวังว่าสิ่งที่อยู่หน้าห้องจะไม่เห็นพวกเขา แต่ความอยากรู้อยากเห็นของเณรชินกลับทำงาน เขาเผลอเหลือบตามองไปยังช่องว่างเล็กๆ ใต้ประตูไม้เก่าๆ นั้น
แสงจันทร์สลัวที่ลอดเข้ามาทำให้เห็น “เท้าสีดำตะโก” คู่หนึ่ง ยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง สภาพเหมือนเนื้อที่ถูกไฟไหม้จนเกรียม วินาทีต่อมา ร่างนั้นค่อยๆ ทรุดตัวลง คุกเข่า… และก้มหน้าลงมาแนบกับพื้น
เณรชินแทบช็อกตาตั้ง เมื่อสายตาของเขาประสานเข้ากับ “ดวงตาสีขาวโพลน” ที่จ้องมองเข้ามาผ่านช่องใต้ประตู ใบหน้าของมันเละเทะดำมืดจากการถูกไฟคลอก แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเบิกโพลง จ้องเขม็งมาที่พวกเขาที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงราวกับจะบอกว่า “กูเห็นมึงแล้ว”
เสียงกรีดร้องของเณรชินและพราวดังลั่นกุฏิทำลายความเงียบยามดึก ทั้งสองพังประตูวิ่งหนีตายออกมาอย่างไม่คิดชีวิต เจมส์ที่ได้ยินเสียงเพื่อนร้องก็รีบวิ่งตามออกมา ทั้งสามวิ่งหน้าตื่นไปที่หอระฆัง ไปรวมตัวกับพระรูปอื่นๆ ด้วยความขวัญเสีย รุ่งเช้าหลวงพ่อเรียกตัวทั้งสามคนมาสอบสวนทันที ท่านรู้ได้ด้วยญาณวิถีว่าเด็กกลุ่มนี้ไปก่อเรื่องอะไรมา
“พวกเอ็งไปเล่นพิเรนทร์ เอาน้ำเหลืองผีตายโหงมาป้ายกันใช่ไหม!?” หลวงพ่อตวาดเสียงดุพร้อมกับส่ายหน้า ท่านบอกว่าโชคดีแค่ไหนที่วิญญาณนั้นไม่ได้ตามเอาชีวิต แต่มาเพื่อทวงถามความเคารพ หลวงพ่อต้องทำพิธีอาบน้ำมนต์ธรณีสารครั้งใหญ่เพื่อล้างอาถรรพ์ออกจากตัวเณรชินและพราว นานนับชั่วโมงกว่าคราบไคลและกลิ่นสาบสางจะจางหายไป จากนั้นจึงสั่งให้ไปจุดธูปขอขมาที่หน้าเมรุเผาศพ เป็นอันจบสิ้นเรื่องราวความสยองในคืนนั้น
ปิดเทอมครั้งนั้นกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ฝังใจเณรเจมส์และผองเพื่อนไปจนโต ว่าความคึกคะนองเล่นกับความตาย อาจนำมาซึ่งประสบการณ์สยองที่แลกด้วยชีวิต และภาพดวงตาขาวโพลนที่จ้องมองผ่านช่องใต้ประตูนั้น ก็ยังคงติดตาพวกเขาไปอีกนานแสนนาน

