คุณเคยดีใจไหม? เวลาไปเช่าบ้านแล้วเจอเฟอร์นิเจอร์สภาพดีที่เจ้าของเก่าทิ้งไว้ให้ฟรีๆ… หลายคนอาจจะคิดว่า “ลาภลอย” แต่สำหรับเรื่องราวของคุณส้ม “ของแถม” ชิ้นนี้กลับกลายเป็นตั๋วเที่ยวเดียวที่พาครอบครัวของเธอไปสัมผัสกับนรกบนดิน!

หลายคนมักจะบอกว่าของฟรีไม่มีในโลก แต่สำหรับส้มในวันนั้น คำว่า “แถมให้ฟรี” มันช่างเย้ายวนใจจนลืมเอะใจไปเสียสนิท เรื่องมันเริ่มตอนที่ส้มต้องหาบ้านเช่าแถวชานเมืองเพื่อขยับขยายที่อยู่ให้คนในครอบครัวได้อยู่กันสบายขึ้น จนไปสะดุดตากับทาวน์เฮาส์หลังหนึ่ง สภาพมันดีเกินกว่าราคาเช่าที่แสนถูก วันที่เข้าไปดูบ้าน ทุกอย่างดูปกติมาก ยกเว้นห้องนอนชั้นบนห้องหนึ่งที่มีตู้เสื้อผ้าไม้ใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ มันเป็นตู้ไม้เนื้อแข็งทรงโบราณ สีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ ลวดลายแกะสลักดูวิจิตรแต่ก็ให้ความรู้สึกขรึมอย่างบอกไม่ถูก ป้าเจ้าของบ้านบอกเสียงเรียบๆ ว่า “เจ้าของคนเก่าเขาขนไปไม่หมดน่ะ เห็นว่ามันหนัก ถ้าหนูชอบก็ใช้ได้เลยนะ ป้าแถมให้ฟรี ไม่คิดเงินเพิ่ม” ส้มมองดูสภาพไม้ที่ยังดีอยู่มากก็ตอบตกลงรับ “ของแถม” ชิ้นนั้นไว้ทันที โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือการเปิดประตูรับฝันร้ายเข้ามาในชีวิต
ความผิดปกติเริ่มทำงานตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้า น้องชายของส้มเป็นคนจองห้องนั้นด้วยความที่เห็นว่ามีตู้เสื้อผ้าพร้อมอยู่แล้ว แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่คืน น้องชายเริ่มมีอาการแปลกๆ เขาดูอิดโรยและหวาดระแวง จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งเขามาสารภาพกับส้มด้วยตัวสั่นเทาว่า ทุกคืนหลังจากที่ไฟดับลง ท่ามกลางความเงียบสนิท เขาจะได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากข้างในตู้ไม้ใบนั้น มันเป็นเสียง “ครูด… คราด…” เหมือนมีเล็บของใครบางคนพยายามจะตะเกียกตะกายขูดผนังไม้จากด้านในเพื่อหาทางออกมา เสียงนั้นมันเนิบนาบและสม่ำเสมอจนชวนให้เสียวฟันไปถึงรากประสาท ไม่ใช่แค่นั้น ในช่วงเวลาที่เสียงครูดคราดดังขึ้น กลิ่นเหม็นสาบคล้ายซากสัตว์เน่าที่ตายมาหลายวันจะโชยฟุ้งออกมาจากรอยแตกของไม้ กลิ่นนั้นมันเข้มข้นจนแทบจะอาเจียน แต่พอเปิดตู้ดู… กลับมีแต่ความว่างเปล่าและความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาปะทะหน้าจนขนลุกซู่
คืนที่ทำให้ทุกคนต้องยอมแพ้ คือคืนที่น้องชายสลึมสลือตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง เขาเห็นเงาดำร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งสนิทอยู่ข้างเตียง เงานั้นมันมืดสนิทจนมองไม่เห็นใบหน้า แต่น้องชายบอกว่าเขาสัมผัสได้ถึงความอาฆาตที่พุ่งตรงมาที่เขา เงานั้นค่อยๆ ก้มลงมาหาช้าๆ จนเกือบจะชิดหน้า ก่อนจะค่อยๆ “แทรกตัว” หายเข้าไปในเนื้อไม้ของตู้เสื้อผ้าที่ปิดสนิทต่อหน้าต่อตาโดยไม่ได้เปิดบานประตูด้วยซ้ำ ส้มและน้องชายจึงตัดสินใจรื้อตู้ใบนั้นออกเพื่อจะขนไปทิ้ง แต่เมื่อพวกเขาพยายามดึงลิ้นชักชั้นล่างสุดที่ติดแน่นเหมือนมีใครล็อคไว้จากข้างในจนหลุดออกมา สิ่งที่พบกลับทำให้ทุกคนแทบหยุดหายใจ ภายใต้ซอกลิ้นชักที่ลับตานั้น มีเส้นผมมนุษย์กำใหญ่ที่ถูกมัดด้วยด้ายสีแดงเข้มสภาพเก่าคร่ำครึ ผสมกับเศษเล็บที่ดูเหมือนถูกจงใจเก็บสะสมไว้ และที่สยองที่สุดคือรูปถ่ายของชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ถูกแปะไว้ที่ผนังด้านหลังตู้ สภาพรูปเปื่อยยุ่ยจนดูน่าเกลียดน่ากลัว แต่ดวงตาในรูปกลับดูเหมือนกำลังจ้องมองทุกคนที่บังอาจมารบกวนความเป็นส่วนตัวของมัน
ส้มนำเรื่องนี้ไปถามเพื่อนบ้านละแวกนั้น จนได้ความจริงที่ชวนให้กระดูกสันหลังเย็นวาบ เพื่อนบ้านเล่าว่าเจ้าของเดิมที่ทิ้งตู้ไว้เป็นคนมีวิชาไสยศาสตร์มนต์ดำ เขาใช้ตู้ใบนี้เป็นที่เก็บ “ของ” และทำพิธีบางอย่างเป็นประจำ จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาภายในห้องนั้นเอง และไม่มีญาติพี่น้องคนไหนกล้ามาขนย้ายข้าวของออกไปเลย ตู้ใบนี้จึงไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ธรรมดา แต่มันคือ “บ้าน” ของวิญญาณและอาถรรพ์ที่เจ้าของเก่าทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า เมื่อคนใหม่เข้ามาและไม่ได้มีการบอกกล่าวหรือทำพิธีทางไสยศาสตร์ “ของ” ที่อยู่ในตู้จึงออกอาละวาดเพื่อทวงคืนพื้นที่ ส้มตัดสินใจขนย้ายของออกจากบ้านหลังนั้นทันทีในวันต่อมา ทิ้งเงินมัดจำและทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง เพราะรู้ดีว่าบางครั้ง “ของแถม” ที่ได้มาฟรีๆ มันมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยความขวัญผวาไปตลอดชีวิต และภาพเงาดำที่แทรกตัวเข้าตู้ไม้ใบนั้นยังคงตามหลอกหลอนส้มอยู่ในฝันจนถึงทุกวันนี้

