คุณเคยได้ยินเรื่อง “ว่านโพง” ไหมครับ? คนเฒ่าคนแก่แถวอีสานเขารู้กันดี ว่าไอ้ว่านชนิดนี้ถ้าเลี้ยงดีก็ให้คุณมหาศาล เรียกข้าวเรียกของเข้ายุ้งฉางได้เอง แต่ถ้าเลี้ยงไม่ดี หรือคนเลี้ยงวิชาไม่ถึง… “มัน” จะย้อนกลับมากินเจ้าของ จนกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าผีปอบธรรมดาหลายเท่า เขาเรียกมันว่า “ปอบผีโพง”

เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยที่บ้านเรายังป่าทึบ ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง หมู่บ้านแห่งหนึ่งต้องเจอกับเรื่องประหลาด เมื่อ “นายสา” คนเลี้ยงไก่ตื่นมาพบว่าไก่ในเล้าหายไปทุกคืน คืนละตัวสองตัว หนักเข้าหายเป็นสิบ
แต่สิ่งที่ทำให้ขนหัวลุกไม่ใช่จำนวนไก่ที่หายไปครับ แต่มันคือ “สภาพศพ” ของไก่ที่เหลืออยู่ มันถูกกัดกินจนเละเทะ แต่เชื่อไหมครับว่า… ไม่มีเลือดสักหยด พื้นดินรอบเล้าที่เป็นโคลนตมก็ราบเรียบ ไม่มีรอยเท้าคน หรือรอยเท้าสัตว์ป่าแม้แต่นิดเดียว เหมือนคนทำมัน “ลอย” มาจัดการยังไงยังงั้น
นายสาร้อนใจจนต้องไปพึ่ง “สัปเหร่อยม” ผู้เฒ่าจอมขมังเวทย์ประจำหมู่บ้าน พอแกเห็นสภาพเล้าไก่ แกหน้าถอดสีแล้วพูดออกมาคำเดียวเลยว่า “ไอ้นี่มันไม่ใช่สัตว์ แล้วก็ไม่ใช่คน… แต่มันคือ ปอบผีโพง“
สัปเหร่อยมแกเล่าให้ฟังว่า ปอบผีโพงเนี่ย มันคือขั้นสุดของคนเล่นของที่ทำผิดครู จนผีปอบในตัวมันไปรวมร่างกับผีโพงที่เลี้ยงไว้ในว่าน กลายเป็นอสูรกายที่เหาะเหินเดินอากาศได้ และดุร้ายยิ่งกว่าเสือสมิงเสียอีก
แกมั่นใจว่าคนทำต้องเป็นหนึ่งในหมอผีในหมู่บ้านแน่ๆ คืนนั้นปฏิบัติการล่าความจริงจึงเริ่มขึ้น นายสา ผู้ใหญ่เคน และสัปเหร่อยม พากันไปซุ่มโป่งแอบดูพฤติกรรมของหมอผีต้องสงสัยทีละคน
จนกระทั่งมาถึงคิวของ “หมออินทร์” ชายแก่วัย 60 ที่ชอบเก็บตัวเงียบ…
คืนนั้นพระจันทร์สว่างพอให้เห็นเงาตะคุ่ม พวกเขาเห็นแสงประหลาด สีดำสนิท เหมือนก้อนถ่านติดไฟ ลอยวูบออกมาจากอกของหมออินทร์ พุ่งไปรวมตัวกับ แสงสีขาวแกมม่วง ที่ลอยขึ้นมาจากกอว่านหลังบ้าน พอแสงสองดวงรวมกันปั๊บ มันพุ่งทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าไปทางเล้าไก่ของนายสาทันที!
“ชัดเลย… ไอ้หมออินทร์นี่แหละตัวดี!”
สามเกลอรีบวิ่งลัดป่าไปดักรอที่เล้าไก่ ทันทีที่ไปถึง ภาพที่เห็นทำเอาเข่าอ่อน… ดวงแสงนั้นกลายร่างเป็นเงาทะมึน มือยาวเหยียดคว้าไก่เคราะห์ร้ายมาฉีกกินเลือดสดๆ อย่างหิวกระหาย
“เอาเลย!” สิ้นเสียงตะโกนของสัปเหร่อยม
ปัง! ปัง! เสียงปืนลูกซองลงอาคมคำรามก้องป่า กระสุนเจาะเข้ากลางเงาดำจนมันเซถลา แต่มันร้ายนัก มันพยายามจะเหาะหนีขึ้นฟ้า วินาทีนั้นสัปเหร่อยมไม่รอช้า กระโจนออกจากที่ซ่อน ง้าง “ไม้ตะพดอาถรรพ์” ที่ทำจากตะปูโลงศพ 108 ป่าช้า ฟาดเปรี้ยงเข้ากลางหลังมันเต็มรัก!
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังจนแก้วหูแทบแตก ก่อนที่ดวงแสงนั้นจะแตกกระเจิงแล้วพุ่งหนีหายไปในความมืด…
สามเกลอไม่รอช้า รีบวิ่งย้อนกลับไปที่บ้านของหมออินทร์ทันที เพื่อพิสูจน์ความจริง และเมื่อเปิดประตูเข้าไป… ภาพที่เห็นก็คือคำตอบของทุกอย่าง
ร่างของหมออินทร์นอนแน่นิ่งอยู่ข้างตะเกียง ที่หน้าอกยุบลงไปเป็นรอยลึกเหมือนถูกของแข็งฟาดอย่างแรง อวัยวะภายในแหลกเหลว… แกลงไปนอนตายทั้งที่ไม่ได้ก้าวขาออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว
นี่แหละครับจุดจบของคนเล่นของ… บาดแผลที่จิตวิญญาณได้รับ มันสะท้อนกลับมาที่ร่างต้นจนถึงแก่ความตาย เรื่องราวของปอบผีโพงในคืนนั้นจึงจบลง พร้อมกับร่างไร้วิญญาณของหมอผีที่พ่ายแพ้ให้กับภัยร้ายที่ตัวเองสร้างขึ้นมา…
ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่บ้านปลูกว่านแปลกๆ หรือเห็นใครชอบคุยคนเดียวในที่มืดๆ… ลองสังเกตดูดีๆ นะครับ ว่าคืนวันพระ มีแสงอะไรลอยออกมาจากบ้านเขาหรือเปล่า?
ขอขอบคุณต้นเรื่องจาก อาจารย์ยอด : ตามล่าปอบผีโพง [ผี]

