คุณเคยเจอสถานการณ์ที่ “เงินในกระเป๋า” บังคับให้ต้องเลือก “ที่ซุกหัวนอน” แบบไม่มีทางเลือกไหมครับ? นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้… เรื่องของผมกับหอพักเก่าๆ แห่งหนึ่ง ที่ราคาถูกแสนถูกจนน่าตกใจ

วันแรกที่ผมย้ายเข้าไป บรรยากาศมันวังเวงแปลกๆ ครับ มันเป็นตึกเก่าสมัยรุ่นพ่อ ทางเดินแคบๆ ไฟติดๆ ดับๆ และห้องที่ผมได้อยู่ดันเป็นห้องเกือบชั้นบนสุด ที่พีคกว่านั้นคือ… ห้องผมอยู่ติดกับ “ห้องมุมสุดทางเดิน”
ห้องนั้นประตูปิดตายครับ ไม่ได้ล็อคธรรมดา แต่มีแม่กุญแจเก่าๆ สนิมเกรอะกรังคล้องเอาไว้ สภาพเหมือนไม่ได้ถูกเปิดมาเป็นสิบปี ป้าคนดูแลแกบอกผมแค่ว่า “ห้องนั้นไม่มีคนอยู่หรอก ป้าปิดตายไว้นานแล้ว ไม่ต้องไปยุ่ง”
ผมก็เออออไปตามเรื่อง คิดว่าคงเป็นห้องเก็บของเก่าๆ แต่หารู้ไม่ว่า… “ของเก่า” ที่อยู่ในนั้น มันไม่ได้อยากอยู่เงียบๆ
คืนแรกกับเสียง “ครูด”
คืนแรกผมนอนไม่หลับเลยครับ ไม่ใช่เพราะแปลกที่ แต่เพราะเสียง… ตอนดึกสงัด เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากห้องข้างๆ ที่ป้าบอกว่าไม่มีคนอยู่
…ครืด…… ครืด…….
เสียงมันไม่ใช่คนเดิน ไม่ใช่หนูวิ่ง แต่มันเหมือน “เหล็กหนักๆ หรือของแข็งที่มีคม” ครูดไปกับพื้นปูนซีเมนต์ ลากยาวๆ ช้าๆ เนิบนาบ… ฟังแล้วมันเสียวฟันไปถึงราก ประสาทหูผมตื่นตัวทันที เสียงนั้นดังวนเวียนอยู่แบบนั้น สลับกับเสียงลมหายใจ ฟืด… ฟาด… เหมือนคนป่วยหนักที่หายใจไม่สะดวก
กลิ่นคาวแห่งความตาย
ไม่ใช่แค่เสียงครับ คืนต่อๆ มามันเริ่มมี “กลิ่น” ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านหน้าห้องนั้น หรือแม้แต่นอนอยู่ในห้องตัวเอง จะมีกลิ่นเหม็นเน่าๆ ลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นเหม็นอับชื้นผสมกับ “กลิ่นสนิมเหล็กฉุนกึก” และ “กลิ่นคาวเลือดแห้งๆ” มันเหม็นจนเวียนหัว เหมือนคุณยืนอยู่ในโรงฆ่าสัตว์ร้างที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรสนิมเขรอะ
ผมทนอยู่แบบนั้นเกือบอาทิตย์ สภาพจิตใจแย่มาก นอนผวาตื่นทุกคืนเพราะเสียง ครูด… ครืด… ที่ดังเหมือนคนกำลังพยายามขุดพื้นห้องเพื่อหนีออกมา
ความจริงหลังบานประตู
คืนนั้น… เสียงมันดังกว่าทุกคืน ดังจนพื้นห้องผมสะเทือน ราวกับสิ่งที่อยู่ในห้องนั้นกำลังคลุ้มคลั่ง ขีดข่วนผนังและพื้นอย่างบ้าเลือด ความกลัวมันมีครับ แต่ความอยากรู้มันดันมีมากกว่า ผมตัดสินใจค่อยๆ ย่องออกจากห้อง ไปยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตูไม้บานเก่านั้น
ใจผมเต้นโครมคราม ก้มตัวลงช้าๆ แนบแก้มกับพื้นเย็นเฉียบ เพื่อมองลอด “ช่องว่างใต้ประตู” เข้าไป… แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าข้างนอกส่องลอดเข้าไปพอให้เห็นเลือนราง
วินาทีนั้น… ภาพที่เห็นทำเอาผมลืมวิธีหายใจ
มันไม่ใช่ห้องร้างที่มีฝุ่นจับ แต่มันคือ “นรกสีแดง” ทุกตารางนิ้วในห้องนั้น ทั้งพื้น ผนัง เพดาน แม้แต่โครงเตียงเหล็ก เก้าอี้ ทุกอย่างถูกปกคลุมไปด้วย “สนิมสีแดงเข้มหนาเตอะ” ราวกับห้องนี้ถูกแช่อยู่ในเลือดและกาลเวลามานับร้อยปี
และกลางห้องนั้น… มีร่างของ “ใครบางคน” นั่งคู้ตัวอยู่ ร่างนั้นดูบิดเบี้ยว ผอมแห้งจนเห็นกระดูก แต่ที่สยองที่สุดคือ ผิวหนังของเขา… มันขรุขระ ตะปุ่มตะป่ำ และมีสีแดงเข้มลอกร่อนไม่ต่างจากผนังห้อง ร่างกายของเขาเหมือนกำลังผุพัง กลายเป็นเศษเหล็ก เศษสนิมที่ยังมีลมหายใจ
ร่างสนิมนั้นค่อยๆ ขยับมือที่ดูแข็งเกร็ง นิ้วมือที่ยาวผิดรูปและดูสากเหมือนแท่งเหล็กผุๆ จิกลงไปที่พื้นปูน แล้วค่อยๆ ลาก…
…ครืด…….
เสียงเดียวกับที่ผมได้ยินทุกคืน! เล็บสนิมนั่นขูดเนื้อปูนจนเป็นรอยลึก จังหวะนั้น… เหมือนมันรู้ตัว ร่างนั้นหยุดขยับ แล้วค่อยๆ “บิดคอ” หันกลับมาทางประตูช้าๆ…
ผมไม่รอให้มันหันมาสบตา สติผมขาดผึง! ผมดีดตัวลุกขึ้นวิ่งเข้าห้อง คว้ากระเป๋าตังค์กับมือถือ แล้ววิ่งตีนแตกหนีลงจากหอพักตอนตี 3 แบบไม่คิดชีวิต ไม่สนค่ามัดจำ ไม่สนข้าวของที่เหลือ
ผมหนีตายออกมาแบบไม่หันหลังกลับไปมอง… และสาบานกับตัวเองว่า ชาตินี้ผมจะไม่ขอเหยียบเข้าไปในตึกเก่าๆ หรือเข้าใกล้กลิ่นสนิมอีกเลย
คำเตือน: คืนนี้ถ้าคุณได้ยินเสียง ครืด… ครืด… ดังมาจากข้างห้อง อย่าเผลอเอาหูไปแนบผนัง หรือก้มไปดูใต้ประตูนะครับ… เพราะบางที “เพื่อนข้างห้อง” ของคุณ อาจจะกำลังรอให้ใครสักคนไปอยู่เป็นเพื่อนในห้องสนิมนั้นก็ได้
(เครดิตเรื่องเล่า: ห้องสนิม • คุณแป้ง ห้องสนิม)

